Google สุดทนตะเพิดแอปฯสอดไส้พ้น Playstore

แอปพลิเคชันคือโปรแกรมใช้งานที่ถูกพัฒนาโดยนักพัฒนาหรือบริษัทต่าง ๆ ทั้งน้อยและใหญ่ ผู้พัฒนาเหล่านี้ดำเนินธุรกิจของพวกเขาด้วยรายได้จากค่าโฆษณาหรือจำหน่ายตัวแอปฯรวมทั้งไอเทมต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกคุณสมบัติ บางแอปพลิเคชันก็แจกฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่แอปพลิเคชันบางจำพวกทำตัวเหมือนแอปฯกลุ่มแจกฟรีแต่กลับสอดไส้ใส่สคริปต์ควบคุมการทำงานบางอย่าง ทำให้โทรศัพท์ของผู้ใช้ทำงานหนักขึ้น ถูกล้วงข้อมูล รวมถึงแอบโหลดแอปฯในเครือของผู้พัฒนาเหล่านั้นลงเครื่องโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัวอีกด้วย

Google หนึ่งในผู้ให้บริการระดับโลกไม่ทนกับพฤติกรรมดังกล่าวจึงมีการตรวจสอบและนำแอปฯกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ออกจากระบบ Playstore ของพวกเขาเรื่อย ๆ ล่าสุดจัดการกับกลุ่มแอปพลิเคชันชื่อดังจาก “DU Group” ผู้พัฒนาจากประเทศจีนแล้วอีกหนึ่ง ภายใต้ชื่อ DU Group สำหรับคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญล้วนรู้จักเป็นอย่างดี เพราะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากมายภายใต้ชื่อนี้เคยสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้ามานักต่อนัก ยิ่งสำหรับช่างซ่อมคอมพิวเตอร์แล้วขึ้นชื่อนี้มาแทบไม่ต้องคิดแก้ไขอะไรนอกจากติดตั้งวินโดว์ใหม่เท่านั้น สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่ได้เก่งมากชื่อของ Baidu พวกเขาก็รู้จักเป็นอย่างดีเช่นกัน ซึ่งทีมพัฒนา DU Group ที่ว่าก็มาจาก Baidu นี่เอง

ทีมตรวจสอบของกูเกิลพบว่าแอปพลิเคชันต่าง ๆ จาก DU Group มีการเสริมโค้ดซ่อนเอาไว้เพื่อให้มันทำงานอยู่เบื้องหลังโดยที่ผู้ใช้ไม่รับทราบและยินยอม โดยตัวแอปฯจะทำการกดดูโฆษณาจาก Google AdMob และ Twitter MoPub อยู่เรื่อย ๆ ด้วยตัวมันเองแม้ผู้ใช้งานจะไม่ได้เปิดใช้งานแอปพลิเคชันเลยก็ตาม ซึ่งการสอดไส้โค้ดอันไม่พึงประสงค์นี้มันสร้างภาระให้สมาร์ทโฟนอย่างมหาศาลทั้งยังส่งผลให้เครื่องทำงานช้า ผลาญแบตเตอรี่ เครื่องร้อนตลอดเวลา และสูบความเร็วอินเทอร์เน็ตจนหมด ซึ่งลักษณะการสร้างผลกระทบแทบไม่ต่างจากไวรัสหรือมัลแวร์เลย เมื่อทราบความผิดปกติอย่างชัดแจ้งทางกูเกิลไม่รอช้าสั่งทีมงานถอดถอนแอปพลิเคชันเหล่านี้ออกจาก Google Playstore ในทันที ซึ่งแอปฯดังกล่าวก็ได้แก่ Omni Cleaner, RAM Master, Smart Cooler, Total Cleaner และ AIO Flashlight แอปพลิเคชันเหล่านี้ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่านอกจากจะไม่สามารถใช้งานได้จริงแล้วยังเป็นอันตรายต่อสมาร์ทโฟนด้วย เช่นแอปฯล้างหน่วยความจำของเครื่องอาจจะแสดงข้อมูลเป็นตัวเลขหลอก ๆ เท่านั้นแต่ไม่ได้ทำงานจริงเป็นต้น

ผู้สันทัดกรณียังชี้แนะให้ผู้ใช้สังเกตแอปพลิเคชันกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ง่าย ๆ คือส่วนใหญ่มักจะเป็นแอปฯประเภททำงานไม่ซับซ้อน อย่างไฟฉาย ล้างหน่วยความจำ หรืออวดอ้างว่าเพิ่มสปีดได้ด้วยคลิกเดียวเป็นต้น แอปฯต้องสงสัยเหล่านี้จะเป็นจำพวกที่หาโค้ดโปรแกรมสำเร็จได้ไม่ยาก ลงทุนน้อย เมื่อถูกผู้ตรวจสอบจับได้และถอดถอนพวกเขาจะเสียหายไม่มากรวมทั้งได้รับประโยชน์ไปจนคุ้มค่าแล้ว จึงทำให้แอปพลิเคชันเหล่านี้แม้ถูกนำออกไปบางส่วนก็ยังผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่เคยหายไปจากระบบเลย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวคือผู้ใช้งานควรหมั่นตรวจสอบแอปพลิเคชันในเครื่องอยู่เสมอว่ามีการทำงานมากผิดปกติหรือไม่? อยู่ดี ๆ เครื่องร้อนหรือดับไปเองหรือเปล่า? และควรถอนการติดตั้งแอปฯที่สงสัยว่าจะเป็นอันตรายออกจากเครื่องอยู่เสมอด้วย

Continue Reading

ผลิตภัณฑ์สุดล้มเหลวของบริษัทยักษ์ใหญ่

หากพูดถึงชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ในยุคดิจิตอลทุกคนทราบดีว่าพวกเขาได้รับเม็ดเงินมหาศาล มูลค่าทางธุรกิจสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลกแทบทุกรายนาม ไม่ว่าจะเป็น Amazon, twitter, facebook และอื่น ๆ อีกมากมาย พวกเขาประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างตรงเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลม แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จกับทุกอย่างที่ทำ ผลิตภัณฑ์ที่แป็กและขาดทุนก็มีเหมือนกัน ดังนั้นวันนี้เราจะพาย้อนไปดูสินค้าสุดล้มเหลวที่บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่อยากจดจำ

                Twitter Peek สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างทวิตเตอร์ครั้งหนึ่งเคยชิมลางทำมือถือขายกับเขาด้วย Twitter Peek เปิดตัวในปี 2009 ด้วยรูปลักษณ์หน้าตาตามสมัยนิยมซึ่งในยุคนั้น Black Berry ครองความเป็นเจ้าตลาดอยู่ ใจจริงของทวิตเตอร์คืออยากแย่งส่วนแบ่งการตลาด BBM (Black Berry Messenger) ให้มาอยู่ในมือตัวเอง ทวิตเตอร์ พีคจึงเป็นมือถือที่จำกัดการใช้งานให้ใช้ได้เฉพาะทวิตเตอร์เท่านั้นกล่าวคือถ้าจะแชทพูดคุยกันก็ต้องมีแอคเคาท์ทวิตเตอร์นั่นเอง แถมเล่นเฟซบุ๊กและโปรแกรมอื่น ๆ ไม่ได้เลย ทว่าหน้าตาโปรแกรมแชทของทวิตเตอร์นี้ดันแป้กสนิทเพราะมันสามารถดูข้อความได้จำกัดแค่ 20 ตัวอักษรบนหน้าพรีวิวผลตอบรับจึงเอวังไปตามความสามารถของมันนั่นเอง

                Amazon’s Fire Phone ผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Amazon เองก็ผลิตสินค้าต่าง ๆ ภายใต้ชื่อของพวกเขาอย่างมากมายทั้งลำโพงไร้สาย แท็บเล็ต หูฟัง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณภาพไม่แพ้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เจ้าใดในตลาด แต่กับสมาร์ทโฟนต้องบอกเลยว่าอเมซอนยังไม่เคยประสบความสำเร็จกับมันจริง ๆ จัง ๆ เลย และ Amazon’s Fire Phone ที่ถูกวางจำหน่ายในปี 2014 ก็เป็นตัวตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าพวกเขาควรกลับไปศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจผลิตสมาร์ทโฟนเข้ามาสู้ในตลาดอีกครั้ง Amazon’s Fire Phone คุณสมบัติก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เท่าใดนักในยุคนั้นมือถือหน้าจอ 4.7 นิ้ว CPU Quad-Core Snapdragon 800 ความเร็ว 2.2 GHz, RAM 2 GB, ROM 32 GB กล้องถ่ายรูปความละเอียด 13 ล้านพิกเซล แถมรองรับ 4G LTE เรียกว่าน่าสนใจทีเดียวและหลายคนอยากได้มันแน่นอน เว้นเสียก็แต่เมื่อเปิดตัวออกมาค่าตัวของมันพุ่งขึ้นไปเกือบ 650 เหรียญสหรัฐ นั่นทำเอาหลายคนตัดใจซื้อไม่ลงและกลายเป็นแรร์ไอเท็มในเวลานี้นั่นเอง

                Google+ สงครามสื่อสังคมออนไลน์นั้นดุเดือดมาก ไม่ว่าใครจับมวลชนไว้อยู่กับตัวได้ก็แทบการันตีว่าผลกำไรเป็นที่ประจักษ์แน่นอน ทั้งค่าโฆษณา การซื้อขายสินค้า และการบริการ ถ้ามีคนรับรู้ผ่านหูผ่านตามากเท่าไรก็มีสิทธิ์ขายสินค้าได้มากเกินคณานับ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สื่อสังคมออนไลน์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่เว้นแม้แต่กูเกิ้ลที่อยากแบ่งเค้กก้อนนี้กับเขาด้วย Google+ เปิดตัวเมื่อปี 2011 และปิดตัวไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2019 ที่ผ่านมานี่เอง หลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก Userผู้ใช้งานจริงมีน้อย ทั้งยังเต็มไปด้วยการแฝงหาผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทาต่าง ๆ อีกด้วย

                นี่คือสินค้าและบริการที่เหล่าบริษัทชั้นนำต่างไม่อยากจดจำว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยสร้างอะไรแบบนี้ออกมา แต่การไม่ตอบโจทย์ของมันในเวลานั้น ๆ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ควรทำขึ้นมา พวกเขาอาจได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงนี้และหากจะมีผลิตภัณฑ์ใด ๆ ออกมาในอนาคตเราก็เชื่อว่ามันจะดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน ทั้งนี้คงต้องเอาใจช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จกับโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่กำลังคิดค้น เพราะผู้บริโภคอย่างเราก็จะพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วยนั่นเอง

Continue Reading

Facebook เดือดหลังมีไลฟ์สด Avenger Endgame

Facebook สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังคือโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ชาวไทยรวมทั้งหลาย ๆ ประเทศนิยมมากที่สุด ต้องยอมรับว่าฟีเจอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ข้อความ โพสต์รูปหรือพูดคุยในเฟซบุ๊กล้วนสะดวกใช้งานง่ายแม้แต่ผู้สูงอายุก็ใช้งานได้คล่องด้วยการทำความเข้าใจเพียงไม่นาน อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทำให้มันน่าใช้งานกว่าสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ คือการไลฟ์สดหรือวิดีโอถ่ายทอดสดนั่นเอง ผู้คนมากมายใช้มันเป็นช่องทางสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และค้าขายสินค้า มีแม่ค้าพ่อค้าประสบความสำเร็จมากมายบางคนถึงขั้นกลายเป็นคนดังเพียงชั่วข้ามคืน

ในข้อดีสารพัดของฟีเจอร์วิดีโอถ่ายทอดสดนี้มันก็กลายเป็นดาบสองคมด้วยเช่นกันเพราะมีผู้ใช้งานมันอย่างผิดวัตถุประสงค์อยู่เรื่อย ๆ ทั้งการแสดงออกด้วยความรุนแรง ลามกอนาจาร เล่นพิเรนทร์และละเมิดลิขสิทธิ์ ก่อนหน้านี้มันปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้งทั้งการไลฟ์สดทำอัตวินิบาตกรรม ไลฟ์สดกลุ่มวัยรุ่นค้ายาทำร้ายนักศึกษา ไลฟ์สดกินของแปลก ๆ เป็นต้น ซึ่งล่าสุดภาพยนตร์ชื่อดัง Avenger Endgame ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของดิสนีย์ถูกผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่งแอบทำการถ่ายทอดสดจากในโรงภาพยนตร์และถูกเว็บไซต์พนันหลายเจ้าส่งต่อ ๆ กันไปกลายเป็นประเด็นร้อนที่กำลังถกเถียงกันดุเดือดหลังจากภาพยนตร์เข้าฉายได้ไม่กี่ชั่วโมง

กรณีนี้มันถูกวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม การละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งยังเป็นการทำผิดกฏหมายอย่างร้ายแรง แต่กลับมีผู้ใช้งาน Facebook จำนวนมากโดยเฉพาะเด็กที่ยังอยู่ในวัยเรียนโต้เถียงแทนโดยอ้างความจนและความที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่มีโรงภาพยนตร์ใกล้บ้าน ส่วนหนึ่งบอกว่าพวกเขาไม่มีเงินพอจะซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรง อีกส่วนบอกว่าหากไม่มีช่องทางนี้คงไม่มีโอกาสได้ดู และเหตุผลอื่น ๆ อีกมากมาย ในขณะเดียวกันอีกฝั่งก็โต้ตอบอย่างดุเดือดว่าความจนไม่ได้เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมให้ผู้หนึ่งผู้ใดละเมิดกฏหมายอย่างจงใจ การไม่ได้ดูก็ไม่หมายความว่าชีวิตจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปเฉกเช่นอากาศหรือน้ำที่ขาดเสียไม่ได้ นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของประเด็นร้อนในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คในเวลานี้ จากกรณีดังกล่าวทำให้เราเห็นได้ว่าโครงสร้างทางสังคมของเราในตอนนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เด็ก ๆ รุ่นใหม่ยังแยกแยะความผิดถูกไม่ได้ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่โดยเฉพาะสถาบันครอบครัวควรสอนสั่งคนรุ่นใหม่เหล่านี้ให้เรียนรู้ถึงความเหมาะสม การรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น และไม่ควรฉกฉวยสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ใช่ของตนแม้จะมีโอกาสก็ตาม

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากเรื่องคุณธรรมแล้วในทางกฏหมายคงต้องให้เจ้าของลิขสิทธิ์อย่างดิสนีย์ โรงภาพยนตร์และกรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ บางทีการฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำความผิดให้เป็นกรณีตัวอย่างคงเป็นยาแรงที่สังคมไทยต้องการ นอกจากนั้นยังต้องจับตาท่าทีของ Facebook ด้วยว่าจะแสดงความรับผิดชอบหรือจัดการกับปัญหาวิดีโอถ่ายทอดสดอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ในอนาคตอย่างไร เพราะหาก Facebook ไม่มีการจัดการและการดูแลที่ดีแล้วล่ะก็อนาคตจะมีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากไม่ขยับทำอะไรสักอย่างเฟซบุ๊กเองนั่นแหละอาจจะ Endgame ก็ได้

Continue Reading